ข่าว

สุดหดหู่ นร.หญิง ม.2 ถูกเพื่อนรุ่นพี่ 5 คน รุมทำร้ายเจ็บหนัก ถ่ายคลิปขู่ประจานว่อน แถมบังคับให้กราบขอโทษ

สุดหดหู่ นร.หญิง ม.2 ถูกเพื่อนรุ่นพี่ 5 คน รุมทำร้ายเจ็บหนัก ถ่ายคลิปขู่ประจานว่อน แถมบังคับให้กราบขอโทษ ขณะที่แม่เหยื่อหลั่งน้ำตา เอาเรื่องให้ถึงที่สุด 

วันที่ 8 มี.ค. 67 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม่ปราง อายุ 33 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป และเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ชาวต.บ่อน้ำร้อน อ.กันตัง จ.ตรัง ได้ประสานขอความช่วยเหลือกับผู้สื่อข่าวประจำ จ.ตรัง ช่วยเป็นกระบอกเสียง 

หลังจากที่ลูกสาวคนโต ด.ญ.บี (นามสมมติ) อายุ 14 ปี นักเรียนระดับชั้น ม.2 โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.กันตัง จ.ตรัง ถูกรุ่นพี่ เพื่อนโรงเรียนเดียวกัน และบุคลภายนอก เพศหญิงรวม 5 คน รุมทำร้าย ทั้งทุบตี เตะต่อย รองเท้าฟาด ถีบหน้า จนได้รับบาดเจ็บ มีบาดแผลเลือดไหล และช้ำหลายจุด เหตุเกิดที่สะพานปูน บริเวณท่าเทียบเรือกันตัง จ.ตรัง เมื่อเวลาประมาณ 16.30 น. วันที่ 4 มี.ค. ที่ผ่านมา 

โดยทางผู้เป็นแม่ได้แจ้งความดำเนินคดีไว้แล้วกับ ร.ต.อ.ชวลิต กิ้มเฉี้ยง รอง สว.(สอบสวน) สภ.กันตัง หลังจากเกิดเหตุเมื่อวันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา และเหตุการณ์ดังกล่าวได้มีการบันทึกคลิปวิดีโอที่ผู้เสียหายรายนี้ถูกทำร้ายนานกว่า 15 นาที และบางส่วนได้มีการโพสต์เผยแพร่และส่งต่อกันในโลกออนไลน์ 

เหตุการณ์เป็นการใส่ชุดพละและชุดนักเรียนของโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง และชุดลำลอง มีการด่าแม่ของผู้เสียหาย และทำร้ายอย่างรุนแรง จนฟุบไปกับพื้นสะพาน และบังคับให้ฝ่ายผู้เสียหายยกมือขอโทษ จำนวน 3 ครั้ง โดยที่ผู้เสียหายไม่ได้มีการตอบโต้ใดๆแม้แต่น้อย จนเจ้าตัวต้องร้องไห้ด้วยความเสียใจและเจ็บปวด และยังมีการส่งแชตมาข่มขู่อีกในภายหลัง      

ด.ญ.บี (นามสมมติ) อายุ 14 ปี ผู้เสียหาย เล่าว่า สาเหตุเกิดจากผิดใจกับเพื่อนรุ่นพี่ อายุ 15 ปี เป็นนักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนเดียวกัน สาเหตุที่ผิดใจ คือเรื่องพูดนินทา ล้อกันไปมา ไม่เกี่ยวกับเรื่องชู้สาว ต่อมาได้พูดคุยเคลียร์กันในแชตแล้ว แต่เคลียร์กันไม่จบ และได้นัดเคลียร์กันต่อที่ใต้ต้นไม้ในโรงเรียน แต่ปรากฏว่าพลอยไม่มา เลยได้แต่คุยกับเพื่อนของเขา ทำให้เรื่องไม่จบอีก ทางเพื่อนจึงนัดไปคุยกันที่สะพานปูน ซึ่งอยู่ข้างนอกโรงเรียน โดยมีเพื่อนของตนชื่อหมวย อายุ 14 ปี เรียนชั้นเดียวกัน เป็นคนนัด 

หลังจากเลิกเรียนตนได้ไปที่รถจักรยานยนต์ ซึ่งใช้เดินทางไปมาระหว่างบ้านกับโรงเรียน ซึ่งจะโดยสารกันปกติ 3 คน ซึ่งเป็นนักเรียนอยู่ใกล้บ้านกัน เมื่อขี่รถออกจากโรงเรียน ได้มีผู้หญิงชื่อเหมียว อายุ 18 ปี พร้อมกับผู้ชายอีก 1 คน โดยทั้งคู่เป็นเด็กนอกโรงเรียน ซึ่งรู้จักกับพลอย ด้ขี่ย้อนศรมาตามตนให้ไปเคลียร์ที่สะพานปูนด้านนอกโรงเรียน พร้อมกับบอกว่าจะไม่ทำอะไร ให้ไปคุยเฉยๆ ตนก็เลยไปพร้อมกับเพื่อนและน้องที่มารถคันเดียวกันทุกวัน 

เมื่อไปถึงที่บริเวณสะพานปรากฏว่าพี่พลอย อายุ 15 ปี คู่กรณีโดยตรง เตย หมวย เหมย อายุ 14 ปี ซึ่งเรียนห้องเดียวกัน โบว์วี่ อายุ 14 ปี นักเรียนระดับชั้นเดียวกันอยู่คนละห้อง มีเหมียว อายุ 18 ปี คนนอกโรงเรียน และแฟนหนุ่มของหมวย รวมทั้งหมด 7 คน รออยู่ที่บริเวณสะพานแล้ว ตอนแรกไปถึงตนก็คุยกับพี่พลอยก่อน หลังจากนั้นก็คุยกับเพื่อน หลังจากนั้นก็มี พี่พลอย เตย หมวย เหมย เหมียว เข้ามารุมทำร้าย และเอารองเท้าฟาดเข้าทีศีรษะ 

ส่วนผู้ชายซึ่งเป็นแฟนหนุ่มของหมวยนั่งเชียร์ โบว์วี่เป็นคนบันทึกคลิปวิดีโอ ในระหว่างนั้นก็มีชาวบ้าน และชาวประมงเห็นเหตุการณ์ได้ตะโกนให้คู่กรณีหยุดการกระทำ แต่คู่กรณียังทำร้ายต่อ และก็หยุดไปเอง โดยที่ตนไม่ต่อสู้เลยไม่แต่นิดเดียว  หากไม่ขอโทษเขา เขาก็จะไม่หยุดทำร้าย ก็เลยขอโทษ และเขายังบังคับให้ยกมือไหว้ขอโทษ หนูก็ทำตามเพราะถูกบังคับ   

ตอนนี้ยังเจ็บที่ศีรษะ ต้นคอ และหลัง กับยังมีอาการหน้ามืด มึนหัว อาเจียนมาหลายรอบ หลังจากเกิดเหตุก็ไปโรงเรียนได้แค่เมื่อวานนี้ (7 มี.ค.) แต่ไม่อยากไปสักเท่าไหร่ เพราะยังรู้สึกหวาดกลัวกับฝ่ายคู่กรณีที่อยู่โรงเรียนเดียวกันและห้องเดียวกัน และทางคู่กรณีก็มาพูดแซะหลายคำพูด เช่น จะตายแล้วหรอ สั่งให้เพื่อนอย่านั่งใกล้ เดี๋ยวหนูจะเจ็บเอา และด่าว่าสำออย และยังท้าทายให้ไปแจ้งความ และข่มขู่ไม่ให้บอกพ่อแม่ ถ้าบอกจะทำร้ายอีก ส่วนครูที่ปรึกษาทราบแล้ว แต่คุยกันหนูก็ไม่ค่อยจะเข้าใจสักเท่าไหร่ 

ด้านแม่ปราง กล่าวทั้งน้ำตาในฐานะคนเป็นแม่ว่า รับไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความรู้สึกมันบอกเป็นคำพูดไม่ได้ ทำไม่ลูกต้องเจออะไรแบบนั้น มันโหดร้ายเกินไป รุมทำร้าย ลูกแม่ต้องถูกกระทำ เพื่อนยืนดูกันมากมาย แต่ไม่มีใครเข้าช่วยเหลือเลย เหตุการณ์เย็นวันเกิดเหตุหลังจากลูกกลับมาถึงบ้าน ลูกไม่ได้บอกอะไร จนกระทั่งผ่านมารุ่งเช้าอีกวันหนึ่ง แม่สังเกตเห็นบาดแผลของลูก เลยถามว่าเกิดอะไรขึ้น ลูกจึงโผกอดแม่ทันทีและแน่นมาก พร้อมกับบอกตนคำพูดแรกคือ “ลูกเจ็บมาก” ก่อนจะบอกว่าถูกเพื่อนทำร้ายร่างกายมา ตนจึงรีบพาลูกไปพบแพทย์ที่ รพ.กันตัง ในทันที ต่อมาได้ถูกส่งตัวไปที่ รพ.ตรัง และลูกได้อธิบายเหตุการณ์ให้แพทย์และตนฟังว่า ถูกฝ่ายคู่กรณีสั่งห้ามไปบอกแม่ และครอบครัว ทำให้ลูกเกิดความหวาดกลัว 

ในตอนแรกหลังจากทราบว่าลูกถูกทำร้ายก็ ไม่ได้ตั้งใจที่จะไปแจ้งความ แต่กลับมาเห็นอีกว่าฝ่ายคู่กรณีมีการบันทึกคลิปวีดีโอและเผยแพร่ไปในโซเซียลมีเดียด้วย และมีท่าทีสนุกสนาน หลังจากได้เห็นคลิปจึงรับไม่ได้จริงๆ ตัดสินใจไปแจ้งความดำเนินคดีไว้ที่ สภ.กันตังในทันที โดยทางพนักงานสอบสวนได้รับเรื่องไว้ และเตรียมจะเรียกลูกสาว และฝ่ายคู่กรณีไปสอบปากคำ ซตนยืนยันว่าจะขอดำเนินคดีทางกฎหมายให้ถึงที่สุด หากมีใครเข้ามาขอไกล่เกลี่ยหรือยอมความตนก็ยืนยันว่าจะไม่ยอม จะดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด ให้เป็นกรณีตัวอย่างว่าการกระทำกับคนอื่นแบบนี้มีความผิด และจะไปกระทำกับใครอีกไม่ได้ หากในวันนั้น ลูกสาวไม่ขออ้อนวอน ขอชีวิตให้เขาหยุดการกระทำ ก็เป็นไปได้ที่ลูกแม่จะไม่มีชีวิตกลับมาหาแม่แล้ว และแม่จะอยู่กันยังไง ทั้งๆที่ตนไม่ได้ปกป้องช่วยเหลือลูกเลยในวันเกิดเหตุ อีกทั้งมีการผลักลูกเกือบตกจากสะพานอีก  

หลังจากทราบเรื่องผ่านมากว่า 4 คืนแล้วแม่นอนไม่หลับ หลับไม่ลงเลย เพราะภาพจากในคลิปวิดีโอที่ลูกถูกทำร้ายมันติดอยู่ในดวงตาตลอด หลังจากเรื่องนี้เกิดขึ้นทางคุณครูที่โรงเรียนเอกชน ที่ลูกศึกษาอยู่ก็โทรมาว่าจะคุย จะเคลียร์ให้ และจะเรียกผู้ปกครองทางฝ่ายคู่กรณีมาพบและแจ้งเรื่องให้ทราบ แต่เหตุการณ์ผ่านมาแล้ว 5 วัน จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีการแจ้งความคืบหน้ามา อีกทั้งตนก็ไม่ได้รับการติดใดๆมาจากฝ่ายคู่กรณีเช่นกัน

ตนเป็นห่วงการใช้ชีวิตของลูกมาก หลังจากเกิดเหตุลูกก็ไปโรงเรียน เพราะใกล้จะเข้าสู่ในช่วงสอบแล้ว แต่เมื่อลูกกลับมาจากโรงเรียนก็มีอาการซึมอย่างเห็นได้ชัด และมีความรู้สึกไม่อยากไปโรงเรียน หวาดกลัว และลูกก็มีความเครียดเพราะคลิปมีการไปเผยแพร่ในโซเซียล และมีเพื่อนๆมอง และพูดแซะ รู้สึกสงสารลูกเป็นอย่างมาก  

“วันนี้อยากจะให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจลงรับเลขคดีและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดให้ถึงที่สุด พร้อมกับเรียกร้องให้ทางโรงเรียน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบออกมาชี้แจง ในส่วนของการดูแลนักเรียน บทลงโทษกับคู่กรณี อีกทั้งจะมีมาตรการดูแลลูกสาวของแม่อย่างไรต่อไป เนื่องจากฝ่ายผู้กระทำส่วนใหญ่เป็นนักเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน ระดับชั้นเดียวกัน และจะดูแลเยียวยาสภาพจิตใจ และความปลอดภัยต่อไปของลูกแม่อย่างไรที่ยังต้องอยู่สถานที่เดียวกันอีก” น.ส.สุธนิกา กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา amarintv